ราคาทองพุ่งทำสถิติ! แล้วจะไปต่อหรือหยุดแค่นี้?
อัพเดทล่าสุด: 14 ก.ย. 2025
140 ผู้เข้าชม

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำสร้างความฮือฮาอีกครั้ง เมื่อพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่แตะระดับ 3,600-3,650 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ประมาณ 64,00066,000 บาท/บาททองคำ) ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของคลื่นขาขึ้นรอบใหญ่ หรือเป็นเพียงแรงกระชากระยะสั้นที่พร้อมจะปรับฐานในไม่ช้า
ทำไมราคาทองถึงพุ่ง?

เฟดอาจลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด ทำให้นักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่เคยวางแผนไว้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยจริง (real rate) ติดลบ ทองคำยิ่งน่าสนใจ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อดอลลาร์อ่อน ค่าเงินอื่นทั่วโลกจึงสามารถซื้อทองได้ในราคาถูกลง กระตุ้นความต้องการเพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะสูง และความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก ดันให้ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์หลบภัย
ไปต่อหรือหยุดแค่นี้?
ไปต่อได้ ถ้า:
เฟดยืนยันแนวโน้มลดดอกเบี้ย ดอลลาร์ยังอ่อนค่า ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ต่อเนื่องนักวิเคราะห์จาก UBS และ Goldman Sachs ประเมินว่า ทองอาจไปถึง 3,8003,900 ดอลลาร์/oz ภายในปี 2025 และมีโอกาสแตะ 5,000 ดอลลาร์/oz หาก Fed สูญเสียความเป็นอิสระ
หยุดแค่นี้ (หรือพักฐาน) ถ้า:
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นแรงกว่าคาด Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย นักลงทุนขายทำกำไรหลังราคาขึ้นแรงในเวลาอันสั้น
นักลงทุนควรทำอย่างไร?
สายระยะสั้น: ควรระวังแรงขายทำกำไร และเฝ้าดูจังหวะการปรับฐาน
สายระยะกลางยาว: ทองคำยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ควรกำหนดสัดส่วนทองคำในพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาด
สรุป
"ราคาทองคำที่พุ่งแรงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการผสมผสานของปัจจัยดอกเบี้ย ดอลลาร์ และความไม่แน่นอนโลก อย่างไรก็ตาม ทองคำก็อาจปรับฐานได้ทุกเมื่อ นักลงทุนจึงควร อยู่กับทองแบบมีแผน ตั้งจุดเข้าซื้อและขายชัดเจน พร้อมวางกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ"
ทำไมราคาทองถึงพุ่ง?

เฟดอาจลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด ทำให้นักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่เคยวางแผนไว้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยจริง (real rate) ติดลบ ทองคำยิ่งน่าสนใจ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อดอลลาร์อ่อน ค่าเงินอื่นทั่วโลกจึงสามารถซื้อทองได้ในราคาถูกลง กระตุ้นความต้องการเพิ่มขึ้น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะสูง และความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก ดันให้ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์หลบภัย
ไปต่อหรือหยุดแค่นี้?
ไปต่อได้ ถ้า:
เฟดยืนยันแนวโน้มลดดอกเบี้ย ดอลลาร์ยังอ่อนค่า ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ต่อเนื่องนักวิเคราะห์จาก UBS และ Goldman Sachs ประเมินว่า ทองอาจไปถึง 3,8003,900 ดอลลาร์/oz ภายในปี 2025 และมีโอกาสแตะ 5,000 ดอลลาร์/oz หาก Fed สูญเสียความเป็นอิสระ
หยุดแค่นี้ (หรือพักฐาน) ถ้า:
ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นแรงกว่าคาด Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย นักลงทุนขายทำกำไรหลังราคาขึ้นแรงในเวลาอันสั้น
นักลงทุนควรทำอย่างไร?
สายระยะสั้น: ควรระวังแรงขายทำกำไร และเฝ้าดูจังหวะการปรับฐาน
สายระยะกลางยาว: ทองคำยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ควรกำหนดสัดส่วนทองคำในพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาด
สรุป
"ราคาทองคำที่พุ่งแรงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการผสมผสานของปัจจัยดอกเบี้ย ดอลลาร์ และความไม่แน่นอนโลก อย่างไรก็ตาม ทองคำก็อาจปรับฐานได้ทุกเมื่อ นักลงทุนจึงควร อยู่กับทองแบบมีแผน ตั้งจุดเข้าซื้อและขายชัดเจน พร้อมวางกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ"
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
ข่าวต่างประเทศ Saturday September 27, 2025 07:04 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (26 ก.ย.) หลังข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ออกมาตามคาด ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจยังคงเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อไปในปีนี้
12 ก.ย. 2025
